Pisphere กับการสร้างเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์: พลังงานสีเขียวแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนเมืองให้เป็นกลางทางคาร์บอน

บทนำ: ความท้าทายของเมืองในยุคคาร์บอนเป็นศูนย์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่ “เมืองคาร์บอนเป็นศูนย์” (Carbon-Neutral City) ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับทุกมหานครทั่วโลก เมืองต่างๆ ต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่สูง และการหาแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา

พลังงานหมุนเวียนที่เราคุ้นเคย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ต่างมีข้อจำกัดที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการผลิต (Intermittency) ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หรือความต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม ซึ่งนำไปสู่ปัญหา “ขยะพื้นที่” (Space Waste) และต้นทุนการดำเนินงานที่ยังคงสูง

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ เทคโนโลยีหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ Pisphere เทคโนโลยีที่ผสานพลังของธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรมทางชีวภาพและไฟฟ้าเคมี Pisphere ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งพลังงานทางเลือก แต่เป็นระบบนิเวศขนาดเล็กที่สามารถผลิต พลังงานสะอาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเมืองที่สามารถบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อย่างแท้จริง

Pisphere คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Plant-Microbial Fuel Cell (Plant-MFC) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชและจุลินทรีย์ในดินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง นี่คือการปฏิวัติแนวคิดด้านพลังงานที่เปลี่ยนจาก “การเก็บเกี่ยว” พลังงานจากธรรมชาติ มาเป็นการ “ร่วมสร้าง” พลังงานไปพร้อมกับระบบนิเวศ


ส่วนที่ 1: กลไกทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังพลังงานสีเขียว 24/7

Pisphere ทำงานบนหลักการที่น่าทึ่งของชีววิทยาและไฟฟ้าเคมีที่เกิดขึ้นในเขตรากของพืช (Rhizosphere) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของจุลินทรีย์และสารอาหาร

1.1 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชและจุลินทรีย์ (Plant-Microbe Interaction)

หัวใจของเทคโนโลยี Plant-MFC คือการใช้ประโยชน์จากกระบวนการทางธรรมชาติของพืช เมื่อพืชสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร พลังงานที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการเจริญเติบโต แต่สิ่งที่สำคัญคือ พืชจะปล่อยสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ (Organic Exudates) ออกมาทางรากสู่ดินประมาณ 40% ของสารอินทรีย์ที่ผลิตได้ทั้งหมด สารอินทรีย์เหล่านี้เปรียบเสมือน “อาหาร” ชั้นดีสำหรับจุลินทรีย์ในดิน

1.2 การถ่ายโอนอิเล็กตรอนและการผลิตไฟฟ้า

เมื่อจุลินทรีย์ในดินได้รับสารอินทรีย์จากรากพืช พวกมันจะเริ่มกระบวนการย่อยสลาย (Decomposition) ซึ่งเป็นกระบวนการทางชีวเคมีที่ซับซ้อน ในระหว่างการย่อยสลายนี้ จุลินทรีย์จะปลดปล่อย อิเล็กตรอน (Electrons) ออกมาเป็นผลพลอยได้

เทคโนโลยี Pisphere ได้ออกแบบระบบเพื่อ “ดักจับ” อิเล็กตรอนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ ขั้วไฟฟ้าคาร์บอนกราไฟต์แบบสักหลาด (Carbon Graphite Felt Electrodes) ที่ถูกฝังอยู่ในดิน ขั้วไฟฟ้าเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นขั้วแอโนด (Anode) เพื่อรับอิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยออกมาจากจุลินทรีย์ จากนั้นอิเล็กตรอนจะไหลผ่านวงจรภายนอกไปยังขั้วแคโทด (Cathode) ซึ่งเป็นการสร้างกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

แผนภาพการถ่ายโอนอิเล็กตรอนในดิน

1.3 นวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

Pisphere ไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้ Plant-MFC พื้นฐาน แต่ได้พัฒนานวัตกรรมที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด:

  • จุลินทรีย์พิเศษ: การใช้จุลินทรีย์ชนิดพิเศษที่สามารถลดซัลเฟตได้ (Sulfate-Reducing Bacteria) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Shewanella oneidensis MR-1 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสามารถในการถ่ายโอนอิเล็กตรอนไปยังขั้วไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงนี้ช่วย เพิ่มกำลังไฟฟ้าได้ถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับระบบ MFC ทั่วไป
  • การออกแบบที่เหมาะสมกับภูมิภาค: เทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงสภาพดินและพืชพรรณในภูมิภาคเอเชีย ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในสภาพแวดล้อมท้องถิ่น

ด้วยกลไกนี้ Pisphere จึงสามารถผลิตไฟฟ้าได้ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ตราบใดที่พืชยังคงมีชีวิตและสังเคราะห์แสง ซึ่งแตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น


ส่วนที่ 2: Pisphere กับนิยามใหม่ของพลังงานที่ยั่งยืน

การสร้างเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์ต้องอาศัยแหล่งพลังงานที่ไม่เพียงแต่สะอาดเท่านั้น แต่ยังต้องมีประสิทธิภาพสูงและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด Pisphere ตอบโจทย์เหล่านี้ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ

2.1 ประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนการดำเนินงาน

แม้ว่า Plant-MFC จะเป็นเทคโนโลยีที่ให้กำลังไฟฟ้าต่ำ แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของการใช้งานในเมืองและการกระจายตัว (Decentralized Energy) ประสิทธิภาพของ Pisphere ก็ถือว่าน่าประทับใจ

ตัวชี้วัด Pisphere (Plant-MFC) พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) พลังงานลม (Wind)
การผลิตไฟฟ้าต่อพื้นที่ (10 ตร.ม./ปี) 250 – 280 kWh ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพแผงและแสงแดด ขึ้นอยู่กับความเร็วลม
ความต่อเนื่องในการผลิต 24/7 (ตราบใดที่พืชมีชีวิต) กลางวันเท่านั้น (มีปัญหา Intermittency) ขึ้นอยู่กับความเร็วลม
ต้นทุน O&M ต่อปี (USD) $10 – $15 $20 – $30 $40 – $60
ขยะพื้นที่ (Space Waste) เป็นศูนย์ (ใช้พื้นที่เดิม) ต้องการพื้นที่ติดตั้งขนาดใหญ่ ต้องการพื้นที่ติดตั้งขนาดใหญ่
ความเป็นกลางทางคาร์บอน เป็นกลางทางคาร์บอน มีรอยเท้าคาร์บอนจากการผลิตแผง มีรอยเท้าคาร์บอนจากการผลิตกังหัน

จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ชัดว่า Pisphere มีความได้เปรียบอย่างมากในด้าน ต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษา (O&M) ซึ่งต่ำกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังไม่สร้าง ขยะพื้นที่ เนื่องจากสามารถติดตั้งร่วมกับพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่แล้วในเมือง

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยี

2.2 คุณสมบัติ Zero Waste และ Carbon Neutral

Pisphere เป็นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างสมบูรณ์แบบ:

  • Zero Waste: ระบบนี้ใช้พืชและดินเป็นองค์ประกอบหลัก ไม่มีของเสียอันตรายหรือชิ้นส่วนที่ต้องกำจัดเหมือนแบตเตอรี่หรือแผงโซลาร์ที่หมดอายุการใช้งาน
  • Carbon Neutral: พืชทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง การผลิตไฟฟ้าจึงเป็นกระบวนการที่ เป็นกลางทางคาร์บอน โดยสมบูรณ์ เพราะคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดินนั้นมาจากคาร์บอนที่พืชดูดซับไว้ก่อนแล้ว

การเป็นเทคโนโลยีที่ “เป็นกลางทางคาร์บอน” และ “ไร้ขยะ” ทำให้ Pisphere เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เมืองต่างๆ สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดรอยเท้าคาร์บอนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนที่ 3: การประยุกต์ใช้ Pisphere ในการสร้างเมืองอัจฉริยะและยั่งยืน

ศักยภาพของ Pisphere ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

3.1 โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและพื้นที่สีเขียว

ในเมืองใหญ่ พื้นที่สีเขียว เช่น สวนสาธารณะ แนวต้นไม้ริมถนน หรือหลังคาเขียว (Green Roofs) สามารถเปลี่ยนเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กได้ทันที Pisphere สามารถติดตั้งในพื้นที่เหล่านี้เพื่อจ่ายพลังงานให้กับ:

  • ไฟส่องสว่างสาธารณะ (Street Lights): ให้พลังงานแก่ไฟถนนในสวนสาธารณะหรือทางเดินเท้า โดยไม่ต้องพึ่งพาสายส่งไฟฟ้าหลัก
  • เซ็นเซอร์และ IoT: จ่ายพลังงานให้กับเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ, เซ็นเซอร์ความชื้นในดิน, หรืออุปกรณ์ IoT อื่นๆ ที่ใช้ในการจัดการเมืองอัจฉริยะ
  • ป้ายดิจิทัลขนาดเล็ก: ให้พลังงานแก่ป้ายบอกทางหรือป้ายโฆษณาขนาดเล็กที่ต้องการพลังงานต่ำ

การประยุกต์ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะนี้ทำให้เมืองสามารถกระจายแหล่งพลังงาน (Decentralize Power Generation) และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานขนาดใหญ่เพียงแหล่งเดียว

ภาพอุปกรณ์ Pisphere กับพืช

3.2 การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) และการศึกษา

Pisphere มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตรในเมือง (Urban Farming) และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม:

  • Smart Farm Sensors: ในฟาร์มแนวตั้ง (Vertical Farming) หรือฟาร์มในเมือง Pisphere สามารถเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเซ็นเซอร์ที่ตรวจสอบสภาพแวดล้อมของพืช เช่น pH, อุณหภูมิ, และความชื้น ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการเดินสายไฟและเพิ่มความยืดหยุ่นในการติดตั้ง
  • ชุดการเรียนรู้ (Educational Kits): Pisphere ได้ถูกพัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนและประชาชนทั่วไปเข้าใจหลักการของพลังงานสะอาดและชีววิทยาได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนตั้งแต่ระดับเยาวชน

3.3 การแก้ปัญหาในพื้นที่เฉพาะ (B2B/B2G/B2C)

เทคโนโลยีนี้มีความยืดหยุ่นสูงในการปรับใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย:

  • B2B/B2G: สำหรับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ Pisphere สามารถใช้ในการสร้าง อาคารสีเขียว (Green Buildings) ที่มีระบบพลังงานเสริมจากพื้นที่สีเขียวภายในหรือภายนอกอาคาร ซึ่งช่วยให้การรับรองมาตรฐานอาคารเขียวเป็นไปได้ง่ายขึ้น
  • B2C: สำหรับผู้บริโภคทั่วไป Pisphere สามารถเป็นแหล่งพลังงานขนาดเล็กสำหรับใช้ในบ้าน เช่น การชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก หรือเป็นไฟตกแต่งสวน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด

ส่วนที่ 4: Pisphere: ความหวังใหม่ของภูมิภาคเอเชีย

Pisphere เป็นผลงานของสตาร์ทอัพสัญชาติเกาหลีที่ได้รับรางวัล NH Agtech award ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งที่ทำให้ Pisphere มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคเอเชียคือความเหมาะสมทางด้านเทคนิค

4.1 ความเหมาะสมกับสภาพดินและพืชพรรณในเอเชีย

หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญของ Pisphere คือการออกแบบที่คำนึงถึง สภาพดินในเอเชีย ซึ่งมักมีความแตกต่างจากดินในภูมิภาคตะวันตก การที่เทคโนโลยีนี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมและพืชพรรณท้องถิ่น ทำให้การนำไปปรับใช้ในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูง

4.2 การเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงความโดดเด่นของ Pisphere ในบริบทของเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์ เรามาพิจารณาถึงความแตกต่างในเชิงปรัชญาการออกแบบ:

ปรัชญาการออกแบบ พลังงานแสงอาทิตย์/ลม Pisphere (Plant-MFC)
แหล่งพลังงานหลัก ภายนอกระบบ (ดวงอาทิตย์/ลม) ภายในระบบ (ปฏิสัมพันธ์พืช-จุลินทรีย์)
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) Zero Waste (ใช้พืชและดิน)
การดูดซับคาร์บอน ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ดูดซับคาร์บอน ผ่านพืช
การบูรณาการในเมือง ต้องการพื้นที่เฉพาะ บูรณาการในพื้นที่สีเขียวเดิม
ความยั่งยืนระยะยาว ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ยั่งยืนตราบเท่าที่ระบบนิเวศทำงาน

Pisphere จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือผลิตไฟฟ้า แต่เป็น ระบบนิเวศที่ผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับความต้องการของเมืองที่ต้องการความยั่งยืนในระยะยาว

ภาพแนวคิดเมืองสีเขียว

4.3 การขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว

ความสำเร็จของ Pisphere สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation) ที่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การที่สตาร์ทอัพขนาดเล็กสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในด้านต้นทุน O&M และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าอนาคตของพลังงานสะอาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโซลูชันที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรกับธรรมชาติ


ส่วนที่ 5: อนาคตของเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วย Pisphere

การเดินทางสู่เมืองคาร์บอนเป็นศูนย์เป็นภารกิจที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่หลากหลาย Pisphere ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแบบดั้งเดิมยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

5.1 การเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวให้เป็น “โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก”

ลองจินตนาการถึงเมืองที่ทุกสวนสาธารณะ, ทุกแนวต้นไม้ริมถนน, และทุกหลังคาเขียว ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจหรือความสวยงามทางสุนทรียศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็น “โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก” (Micro Power Plants) ที่ทำงานอย่างเงียบเชียบตลอด 24 ชั่วโมง

การกระจายแหล่งผลิตไฟฟ้าเช่นนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับเมืองอย่างมาก และลดการสูญเสียพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Transmission Loss) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์

5.2 การสร้างระบบนิเวศพลังงานที่สมบูรณ์

Pisphere ส่งเสริมการสร้าง ระบบนิเวศพลังงานที่สมบูรณ์ ที่ซึ่งการผลิตพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตทางธรรมชาติ ไม่ใช่กิจกรรมที่แยกออกมาและสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พืชเป็นตัวกลางในการผลิตไฟฟ้าหมายความว่ายิ่งเมืองมีพื้นที่สีเขียวมากเท่าไหร่ เมืองก็จะยิ่งผลิตพลังงานได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เมืองต่างๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง

ภาพไอคอนแสดงแนวคิด

5.3 บทสรุป: ก้าวเล็กๆ สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

Pisphere เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเทคโนโลยีที่ใช้ “พลังงานชีวภาพ” (Bio-Energy) ในรูปแบบที่ชาญฉลาดและยั่งยืนที่สุด ด้วยคุณสมบัติ Zero Waste, Carbon Neutral, และต้นทุน O&M ที่ต่ำ ทำให้ Pisphere เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเมืองไปสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์

การนำ Pisphere มาใช้ในวงกว้างจะช่วยให้เมืองต่างๆ ในเอเชียสามารถสร้าง “เมืองอัจฉริยะสีเขียว” (Green Smart Cities) ที่ไม่เพียงแต่ลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความมั่นคงทางพลังงาน

การลงทุนใน Pisphere คือการลงทุนในอนาคตที่ยั่งยืน ที่ซึ่งเทคโนโลยีและธรรมชาติสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

ภาคผนวก: ข้อมูลเชิงลึกด้านการผลิต

เพื่อให้เห็นภาพรวมของศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องของ Pisphere ข้อมูลต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการผลิตพลังงานเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ

คุณสมบัติ Pisphere (Plant-MFC) Solar PV (เทียบเคียง)
การผลิตต่อปี (kWh/10 ตร.ม.) 250 – 280 150 – 200 (โดยประมาณในพื้นที่ที่มีแสงแดดปานกลาง)
อัตราส่วนการใช้พลังงานจากพืช ใช้ 40% ของสารอินทรีย์ที่พืชปล่อย ไม่เกี่ยวข้อง
การเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่ม 3 เท่าด้วยจุลินทรีย์ Shewanella oneidensis MR-1 ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์
อายุการใช้งาน ยั่งยืนตราบเท่าที่พืชมีชีวิตและระบบนิเวศทำงาน 20 – 25 ปี (ก่อนประสิทธิภาพลดลง)

Pisphere ไม่ได้แข่งขันกับ Solar PV หรือ Wind โดยตรง แต่เข้ามาเติมเต็มในส่วนของ พลังงานฐาน (Base Load) ขนาดเล็กที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จำกัดของเมือง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและความยั่งยืนให้กับโครงข่ายพลังงานของเมืองคาร์บอนเป็นศูนย์

ภาพการตั้งค่าการผลิตไฟฟ้าจากพืช